วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

นั่งสมาธิตอนเช้าหน้าเสาธงดีจริงหรือ ?

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาสู่ผมได้เห็นกระทู้หนึ่งในเว็บการศึกษาอยู่ยงฐานะเรื่องที่น่าตกใจ หัวหัวข้อเขากล่าวประมาณว่า “ความอันตรายของการนั่งสมาธิ” ตอนแรกที่เห็นพระนามนี้ยอมรับเลยว่า ขวัญบินมาก และคิดไปไกลถึงขั้นที่จะทำให้เด็กขาดสติ ไปจนถึงแม้เป็นบ้า (อันนี้ก็เกินไป)

นั่งสมาธิตอนเช้าหน้าเสาธงดีจริงหรือ

แต่เมื่อเพียงพอได้ลองอ่านดูหลังจากนั้นผมก็พบว่า กระแสความอันตรายในที่นี้ ไม่ใช่ทุกสิ่งสรรพสิ่งที่ผมคิดได้ในขณะนั้น หากอย่างไรก็ตามเป็นความอันตรายมารคด้านทัศนคติ ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันอันตรายกว่าความไม่รู้ถึงแก่มรณกรรมอีก สนใจอ่านต่อที่นี่

จริงๆ แล้วการนั่งฌานนั้นเป็นสิ่งที่ดีพอการ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่างๆมากมาย เหมือนว่าการฝึกสติ การมีสมาธิในงานเรียน ได้ฝึกการมีเนื้อความมีผล แต่แน่นอนเหมาถ้านั้นเป็นไปด้วยกระแสความลงสมัครใจ และความเจตนาปฏิบัติ

แต่เราก็รู้ว่า ในทางปฏิบัติแน่แท้ของโรงเรียนหลายในที่นั้นจัดแผนนั่งสมาธิ หรือสถานศึกษามรรคาพุทธ เป็นไปสำหรับการสร้างภาพเทียมถึงนั้น เพราะมันทำให้ทิวภาพลักษณ์ของคนภายในโรงเรียนมุ่งดูเป็น “คนดี” ในสายตาของผู้คนทั่วไป กิจกรรมสุดๆเบสิกที่ค่อนข้างให้เด็กๆทำคือการ นั่งสมาธิกลางสนาม ฤดูเสาธง บางโรงเรียนดีหน่อยเปิดเพลง หรือยกขึ้นธรรมะให้ฟังไปด้วย บางโรงเรียนก็มีขณะเรียนให้เด็กนั่งสมาธิสวดมนต์ที่แล้วเริ่มเรียนพิทยต่างๆ บางโรงเรียนมีแต้มให้ลูกที่นั่งได้ดี(ซึ่งแน่นอนแล้วมันตะครุบกบเหลวอย่างบัตรคุณธรรม หรือสมุดจิตอาสา) ซ้ำหนักกว่าเพรงด้วยแนวคิดที่ว่างานนั่งสมาธิคือวิธีการซ่อมปัญหาเด็กที่ครอบจักรวาลที่สุดๆตั้งแต่ เด็กขาดสมาธิ เด็กไม่มีสติ เด็กประมาท เด็กซน เด็กติดเกม เด็กไม่ทำการบ้าน เด็กพึงใจความรุนแรง เด็กสอบตก ซึ่งไม่ใช่เล่นแล้วการนั่งสมาธิแค่อย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้นเลย แต่ที่รายงานมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่างานนั่งสมาธิเป็นเครื่องเคราที่ไม่ดี

การนั่งสมาธินั้นเป็นสิ่งที่ดี เฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นในโรงเรียนที่ต้องการเห็นภาพของเด็กที่นั่งสมาธิพร้อมเพรียงเป็นภาพที่สวยงาม ภายในจิตใจของเด็กก็ควรจะผ่องใสไปด้วย ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ซินแสยังขาดคือ กระบวนการสร้างการเรียนรู้ หรือการเพิ่มขึ้นทัศนคติของนักเรียน เพราะถ้าหากไม่สามารถพัฒนาคว้าแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการนั่งไปเรื่อยๆถึงชรากรรมเวลาเรียนไปเรื่อยๆฟุ้งไปเรื่อย แถมซ้ำร้าย คุณครูบางคุณคิดว่าการเอาคะแนนมาหลอกล่อจะทำให้นักเรียนเลือกที่จะฝึกปฏิบัติได้ดี ซึ่งแท้ที่ครันแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่จะกลายเป็นการฝึกการนฤมิตดีหวังผล พร้อมด้วยจะไม่แปลกใจเลยที่เด็กยุคใหม่มักจะทำดีเฉพาะเวลาที่ครูในโรงเรียนบังคับให้ทำบัตรคุณธรรม หรือว่าทำสมุดจิตอาสา แต่หลังจากที่ส่งใบและเกรดวิชานั้นออก ทุกอย่างก็จบลงไปด้วย อาจเหลือนักเรียนรู้ไม่กี่คนที่ยังยินดีที่จะทำอยู่อย่างสม่ำเสมอต่อไป แต่นั้นแสดงให้เห็นว่าเด็กส่วนใหญ่กลายเป็นพวกทำดีหวังผลไปแล้ว หรือไม่ก็อีกแง่หนึ่งอาจกล่าวจัดหามาว่า นักเรียนส่วนใหญ่ที่ผ่านกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ได้เกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมดังกล่าวเลย

แล้วเราจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ตรงนั้นได้อย่างไร ในขั้นเบสิกที่สุด เราคงต้องกลับมาตั้งคำถามถึงตัวฉันเองว่า เราจะจัดกิจกรรมนี้ไปทำไม ไปเพื่ออะไร ถ้าเราต้องการให้นักเรียนมีสติ มีสมาธิ และมีเหตุมีผล กิจกรรมที่ควรจะจัดก็ต้องตอบโจทย์ดังกล่าวนี้ ในเรื่องของการมีสติ การนั่งลงสมาธิ การเจริญมนต์ เป็นกิจกรรมแต่ไม่ใช่แนวการทั้งหมด ควรเริ่มลูกจากการวางแผนก่อน ว่าสิ่งที่เราจะทำนั้นจะทำอะไรบ้าง และจะสร้างการยอมรับพลัดนักเรียนได้อย่างไร ในกรณีนี้ เราอาจจะใช้วิธีการต่างๆ เช่น การหัดสติก็มีวิธีการมากมายซึ่งสามารถใช้ร่วมกับการสอนได้ทุกวิชา อาจจะอยู่ในรูปร่างแบบของเกม หรือกิจกรรมอื่นใดก็สุดแท้แต่ความชำนาญของแต่ละคน ในเรื่องของการฝึกความมีเหตุผล ก็ควรมาฝึกที่การรับสำเหนียกความคิดประจวบกัน ซึ่งแน่นอนว่าเราสามารถคลอดแบบวิชาเรียนให้เกิดงานถกเถียงพูดคุยกันภายใต้กรอบกติกาได้ ส่วนการ#ลองสมาธิ แท้จริงแล้วครูนักคนเวลาที่เด็กไม่ฟัง หรือพูดคุยกันในชั่วโมงเรียน ครูแบบใหญ่มักตัดสินเด็กไปแล้วไปว่าเด็กไม่มีอยู่สมาธิต้องจับไปนั่งสมาธิ ซึ่งก็คงไม่ช่วยอะไร แต่ถ้าเรามามองภาพถ่ายแบบของผู้เรียนใหม่ ว่าพวกเขาจะมีสมาธิมากกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ สังเกตได้จากการเล่นเกม เด็กจะเรียกร้องเรียกกับการทำสิ่งที่เขาสนใจ ดังนั้นวิธีการแก้ข้อสงสัยเด็กขาดสมาธิจึงไม่ใช่การให้เด็กไปนั่งสมาธิ อย่างไรก็ตามคือการออกแบบการสอนที่ควรจะสนใจ หรือทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญข้าวของสิ่งที่สอนนั้นเอง

เมื่อเราออกแบบการสั่งสอนหรือกิจกรรมต่างๆเรียบร้อยแล้ว อาจจะบูรณาการกับวิชาต่างๆ แต่ข้างหลังจากการจัดกิจกรรมนั้นสิ้นสุดลง คือการประเมินผล ที่ต้องเปลี่ยนวิธีนึกจากเดิมครูเป็นคนออกข้อสอบ เป็น ครูเป็นโค้ช โดยอาจใช้กระบวนการต่างๆ โดยมีหลักว่า ต้องให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน และสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นไม่มีผิดถูก อาจเป็นการแบ่งปันประสบการณ์ทั้งดี และไม่ดี แสดงความคิดเห็น เผยคุยกัน ทั้งครูและนักเรียน และนำไปสู่การปรับโทษปรุงกิจกรรมในพรรษาต่อๆไป โดยในสถานะตอนนี้ ครูจะจำเป็นจะต้องทำหน้าที่ช่วยสรุปอย่างใส่ใจกับทุกความคิดเห็นของนักเรียนทุกคน ไม่ว่าเหตุคิดนั้นจะดูแย่ความจุไหนก็ตาม แล้วจึงโยงไปหาวัตถุประสงค์ตั้งแต่แรก เป็นอันเสร็จกิจกรรม

โดยสรุปแล้ว การนั่งสมาธิหน้าเสาธงทรงไว้ฐานะสิ่งที่ดี แต่ว่าเมื่อครูพยายามจะนำการนั่งสมาธิมาแก้ปัญหาเด็กหรือผนวกเนรมิตพัฒนาการเด็ก โดยที่เด็กเองก็มีปัญหาอยู่ร้อยแปด ทั้งแก้ปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง เด็กติดเกม เด็กขาดวิ่นสมาธิ เด็กไม่มีสติ เด็กไม่มีเหตุและผล การนั่งสมาธิเป็นเครื่องมือแถวดี แต่การนั่งสมาธิไม่ใช่ทั้งหมดของกระบวนการแก้ปัญหา ครูต้องออกแบบการเรียนรู้เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว งานนั่งสมาธิหน้าเสาธงแล้วจึงจะประสบผลพร้อมทั้งมีพลังในการเปลี่ยนแปลงลูกในระดับของใช้จิตใจ ซึ่งคือพื้นทีเดิมวิธีคิดทัศนคติข้าวของเครื่องกินเด็กที่จะโตสร้างไปในภาคหน้าอีกเพื่อ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น